ประวัติศาสตร์อยุธยา: เปรียบเทียบการเสียกรุงศรีอยุธยา

อันที่จริง เรื่องราวการเสียกรุงศรีอยุธยาเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าเจ็บปวดและหากศึกษาตามแบบเรียนชาตินิยมอย่างที่เราศึกษาเราก็คงจะรู้สึกเพียงแค่ความเจ็บปวดและเครียดแค้นชิงชังพม่า แต่ไม่พยายามศึกษาแง่มุมความเป็นเหตุเป็นผลทางประวัติศาสตร์เพื่อให้มีสติในตัดสินใจในเรื่องราวต่างๆ ที่จะเกิดให้มากขึ้น

การทำความเข้าใจ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 ในปี 2112 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจภาพรวมเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปถึงสงครามในสมัยพระไชยราชาธิราชที่ทำสงครามกับราชวงศ์ตองอู แห่งกรุงหงสาวดี โดยอยุธยาได้เปิดฉากทำสงครามกับหงสาวดีอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่แผ่นดินพระไชยราชาเป็นต้นมา สงครามครั้งแรกเกิดขึ้นในพุทธศักราช 2081 ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการช่วงชิงพื้นที่กึ่งกลางทางอำนาจ บริเวณเมืองเชียงกรานซึ่งเป็นดินแดนของชาวมอญ โดยขณะนั้นชาวมอญที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจของพม่าหงสาวดี ที่มีผู้นำคือพระเจ้าตะเบงชเวตี้กษัตริย์ผู้มาจากตองอู ได้เข้ามาขอความช่วยเหลือจากอยุธยา จนกลายเป็นชนวนของความขัดแย่งระหว่างสองอาณาจักร และกลายเป็นสงครามขึ้น โดยในที่สุดสงครามครั้งนี้จบลงด้วยชัยชนะของอยุธยา ด้วยความสามารถและแสนยานุภาพของพระไชยราชาในขณะนั้น

แต่ต่อมา เมื่อสิ้นสุดสงครามครานั้น อยุธยาก็มีปัญหาสำคัญภายในที่เกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจพระราชวังของอยุธยาที่รู้จักกันในชื่อ กบฎท้าวศรีสุดาจันทร์ ทำให้สภาพการเมืองภายในอยุธยาเอง ขาดความมีเสถียรภาพในการจัดการด้านกำลังพลในการรับศึกสงครามต่างๆ

ซึ่งต่อมา เมื่ออาณาจักรพม่า ยกทัพเข้ามาทำสงครามกับอยุธยาในปี 2091 ในคราวนั้นอยุธยาก็เสียสมเด็จพระศรีสุริโยทัยที่สิ้นพระชนม์บนช้าง การรบยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระจักรพรรดิกับพระเจ้าแปร ซี่งคราวนั้น พระมหาจักรพรรดิทรงพลาดเสียหลัก ทำให้พระศรีสุริโยทัยต้องไสช้างทรงเข้าไปช่วยและในที่สุดก็ถูกพระเจ้าแปรฟันด้วยพระแสงของ้าว สิ้นสุดสมรภูมิคราวนั้น อยุธยาถือว่าแพ้ต่อพม่า

ต่อไปในปี 2106 เกิดสงครามช้างเผือกขึ้น โดยสงครามคราวนั้น มีเรื่องราวหลายฉบับ บางเรื่องเล่าว่า สงครามเกิดจากการที่พม่ามาขอช้างเผือกจากอยุธยา 2 ช้าง (ช้างธรรมดานับเป็น เชือก ช้างเผือก นับเป็น ช้าง) เมื่อไม่ได้ตามที่ต้องการ ก็เป็นสาเหตุให้ไม่พอใจและเกิดสงคราม หรือ หลักฐานของ วัน วลิต เล่า อยุธยาพบช้างเผือก ช้างใหม่ แต่มีคนไปยุทางราชวงศ์ตองอูว่า ทางอยุธยาพบช้างเผือกช้างใหม่ในบริเวณอาณาเขตรัฐอารักขาของพม่า จึงทำให้พม่าส่งคนมาขอคืน แต่สงครามครั้งนี้ มิทันได้เกิดขึ้นเต็มรูปแบบเนื่องจาก ทางกองทัยพม่าต้องเสียผู้บัญชาการรบเสียก่อนจึงต้องยกทัพกลับ

ประเด็นสำคัญที่ยกตัวอย่าง สงครามทั้ง 3 ครั้งนั้น ยกมาเพื่อจะบอกว่า การขยายแสนยานุภาพของพม่าพัฒนาได้มากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่พม่าแพ้สงครามพระไชยราชาธิราช แต่ในทางกลับกัน ทางราชอาณาจักรอยุธยา ก็มีปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติภายในพระราชวัง อีกทั้งยังมีปัญหา เรื่องความขัดแย้งระหว่างอยุธยากับเจ้าเมืองพิษณุโลก (พระมหาธรรมราชา) ซึ่งนั่นแปลว่า อยุธยาไม่สามารถควบคุมหัวเมืองต่างๆ ตามเส้นทางที่พม่าต้องเคลื่อนทัพมาอยุธยาได้ ซึ่งในกรณีนี้ อาจหมายรวมถึง เมืองเชียงใหม่ ด้วย

ในเรื่องความขัดแย้งระหว่างอยุธยา เมือง พิษณุโลกนี้ มีเรื่องเล่าแทรกอยู่ ในพระราชพงศาวดารฉบับ วัน วลิต ว่า พระมหาธรรมราชา ซึ่งดำรงตำแหน่ง เจ้าเมืองพิษณุโลก เป็นราชบุตรเขยของกษัตริย์อยุธยา คือ สมเด็จพระจักรพรรดิ ได้ยกบุตรี คือ พระวิสุทธิกษัตรีย์ให้เป็นภรรยา แต่เมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว เกิดความขัดแย้งขึ้นแล้วพระมหาธรรมราชาได้ทำร้ายพระวิสุทธิกษัตรีย์จนปากแตก ทำให้พระวิสุทธิกษัตรีย์เอาผ้าเช็ดหน้าซับโลหิตแล้วส่งกลับไปให้พระบิดาที่อยุธยา ทำให้พระมหาจักรพรรดิกริ้ว จึงได้สั่งให้ทหารไปจับตัวพระมหาธรรมราชามาลงโทษ แต่พระมหาธรรมราชาก็ได้หนีไปก่อน ทำให้พระมหาธรรมราชาไม่ลงรอยกับพระมหาจักรพรรดิ ต่อมาก็มีเรื่องที่ พระเทพกษัตรีย์ บุตรีอีกองค์ของพระมหาจักรพรรดิที่พระองค์ตั้งพระทัยจะพระราชทานให้กับพระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ลาวเพื่อพระราชไมตรี แต่ถูกทหารพม่าจับพระองค์ไปก่อน โดยการส่งข่าวและวางแผนของพระมหาธรรมราชา ซึ่งทำให้พระเทพกษัตรีย์ตัดสินใจปลงพระชนม์ ทำให้เป็นที่เจ็บแค้นต่อพระมหาจักรดิพรรดิเป็นอันมาก

เมื่อถึงสงครามคราวที่พม่ายกทัพมาในช่วงปี 2111-2112 ที่เรารู้จักในครั้งสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาที่ 1 จึงพอจะเป็นที่เข้าใจได้ว่า เหตุปัจจัยหลักที่ทำให้อยุธยาพ่ายแพ้สงครามต่อพม่า คือ อยุธยาไม่สามารถควบคุมกำลังหัวเมืองได้ ยิ่งไปกว่านั้น ทางหัวเมืองกลับเป็นศัตรูของอยุธยา ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่า ในจารีตของสงครามในแถบอุษาคเนย์นี้ การทำสงครามจุดมุ่งหมายหลัก คือ การกวาดต้อนผู้คน คือ เมื่อทำสงครามชนะเมืองใดแล้วก็ มักจะกวาดต้อนผู้คน มาใช้งาน โดยผู้หญิง เด็ก และ ผู้สูงอายุก็ถูกใช้งานด้านการเกษตรเป็นหลัก ส่วนผู้ชาย ก็ถูกใช้เป็นทหารในกองทัพ และช่างผีมือต่างๆ ก็ถูกใช้ตามความถนัดที่คนนั้นๆ พึงจะมี

ดังนั้น เมื่อกองทัพพม่า เมื่อยกทัพออกจากพม่ามาก็มักจะเข้าตีหัวเมืองมอญ เป็นกะเกณฑ์ไพร่พลเข้าร่วมกองทัพของพม่าด้วย แล้วก็พยายามตีเมืองต่างๆ เพื่อเกณฑ์ไพร่พลเข้ามาในกองทัพ ดังนั้น เมื่อยิ่งกองทัพใกล้อยุธยาเท่าใด นั่นแสดงว่า กองทัพพม่าก็จะมีไพร่พลมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นกองทัพที่ผสมผสานกำลังพลจากเมืองต่างๆ ระหว่างทางนั่นเอง

เมื่อสงครามในปี 2112 สิ้นสุดลง ผล คือ อยุธยาพ่ายแพ้ต่อกองทัพพม่า และต้องตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าเป็นเวลา 15 ปี โดยพม่าได้ปูนบำเหน็จแก่พระมหาธรรมราชา โดยการตั้งแต่ให้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์อยุธยา ในพระนาม พระมหาธรรมราชาธิราช และประชาชนส่วนใหญ่พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ ถูกกวาดต้อนไปยังเมืองพม่า โดยเหลือให้รักษาเมืองเพียง 1,000 คนเท่านั้น

ในส่วนสำหรับสงครามเสียกรุงครั้งที่ 2 นั้น ลองพิจารณาจากตารางด้านล่าง ที่พูดถึงรายพระนามของพระมหากษัตริย์ในรางวงศ์บ้านพลูหลวง

นับจากที่พระเพทราชาขึ้นครองราชย์ ด้วยการยึดอำนาจหลังจากการเสด็จสวรรคตของ พระนารายณ์แล้วนั้น ก็มีปัญหาเรื่องความชอบธรรมในการควบคุมหัวเมืองต่างๆ โดยสังเกตได้จากหลังจากที่พระเพทราชาครองราชย์นั้น เกิดกบฏครั้งสำคัญถึง 2 ครั้ง คือ กบฏธรรมเถียร ในปี 2237 และกบฎบุญกว้างในปี 2241 (ใครสนใจประเด็นนี้ ลองหาอ่านเรื่อง กบฎไพร่สมัยอยุธยากับแนวความคิดผู้มีบุญ-พระศรีอาริย์-พระมาลัย ของ ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในอยุธยาประวัติศาสตร์และการเมือง) โดยกบฎทั้งสองครั้งนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า อาณาจักรอยุธยาไม่ได้มีความเป็นหนึ่งเดียว และ ไม่ได้มีศูนย์กลางอำนาจที่ชัดเจนอย่างความคิดแบบรัฐชาติ หรือ ประเทศไทยแบบปัจจุบัน แต่หากว่า รูปแบบการปกครอง และ อำนาจของศูนย์กลางอาณาจักรไม่ได้เข้มแข็งพอที่จะสั่งการและควบคุมกำลังไพร่พลได้ตามสมควร

จนกระทั่ง ถึงในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ที่แม้จะครองราชย์เป็นเวลานานพอตัว และต่อเนื่องจากพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ และ พระเจ้าเสือ แต่หากว่าในสมัยนี้ มีกรณีขบถสำคัญๆ ที่ เป็นชื่อคุ้นหูกันดี อย่าง กรณีของ “เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์” หรือ เจ้าฟ้ากุ้ง ผู้ซึ่งเป็นยอดนักกวีนิพนธ์ ถูกกล่าวหาว่าเป็น ขบถ และลักลอบเป็นชู้กับเจ้าฟ้าสังวาลย์พระสนมเอกของพระราชบิดา จึงต้องโทษอาญาจนสิ้นพระชนม์ ส่วนโอรสอีกองค์ก็ถูกข้อหาเดียวกัน คือ กรมหมื่นเทพพิพิธ โดนข้อหา “ขบถ” โดยต้องโทษให้เนรเทศไปอยู่เกาะลังกา ทั้งสองกรณีนี้ จะเป็นขบถจริงหรือไม่ก็ตาม แต่นี่อาจแสดงให้เห็นว่า ระบบการควบคุมคนของอยุธยาไม่เอื้อต่อการสถาปนา การคงอยู่อำนาจกษัตริย์และราชอาณาจักรอยุธยา หรือพูดง่ายๆ ว่า ขุนนาง และ บรรดาเชื้อพระวงศ์สามารถมีกองกำลังของตนเองได้โดยปกติ หากไม่มีความขัดแย้งกับกษัตริย์ก็คงไม่มีปัญหาอันใด แต่หากมีแล้วก็อาจเป็นกบฏ หรือ การสถาปนาอำนาจใหม่ผ่านการปฏิวัติ ซึ่งในแง่ของการสั่งสมอำนาจรัฐเพื่อการทำสงครามกับอาณาจักรอื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่ทำให้อำนาจของอยุธยาภายใต้ระบบไพร่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอกับการทำสงครามครั้งใหญ่ๆ กับ อาณาจักรพม่า

หนังสือหลายเล่มๆ โดยเฉพาะแบบเรียน พยายามตีความสาเหตุของการแพ้สงครามว่า “กษัตริย์ และ กองทัพของอยุธยา ว่างเว้นในการทำศึกใหญ่กับพม่ามานาน ทำให้กษัตริย์ขาดความชำนาญในการทำสงครามขนาดใหญ่ ทหารขาดการฝึกฝนในด้านการรบ” นั้น ความเข้าใจเช่นนี้ ผลไม่แน่ใจว่ามันสมเหตุสมผลเพียงใด เพราะด้วยตรรกะเช่นนี้ แปลว่า อาณาจักรพม่ามีสงครามอยู่ตลอดเวลา 150 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ แล้วหากใช้ตรรกะเช่นนี้ สงครามเสียกรุงครั้งที่ 1 ก็ไม่ควรจะเกิด เพราะอยุธยาทำสงครามมาตลอดกว่า 30 ปีตามที่เขียนไปในตอนหนึ่ง แต่หากพยายาม อธิบายช่วงเวลาที่ไม่ทำสงครามด้วยประเด็น เรื่องระบบการเกณฑ์ไพร่พล ที่กระจุกตัวอยู่กับขุนนาง และ พระบรมวงศานุวงศ์ ทำให้เมื่อเกิดสงคราม ด้านความเป็นเอกภาพของกองทัพจึงยังทำได้ยาก (ลองพิจารณาจาก เรื่องสัดส่วนไพร่สมและไพร่หลวง ในคาบที่แล้ว)

ทางด้าน ความสัมพันธ์ระหว่าง อาณาจักรอยุธยา กับ หัวเมืองต่างๆ ก็ไม่ต่างจากคราวเสียกรุงครั้งแรก คือ มีการควบคุมอำนาจท้องถิ่นอย่างหละหลวมเท่านั้น ทำให้กรุงศรีอยุธยามีอำนาจและความสามารถในการป้องกันตนเองที่จำกัด บวกกับกลยุทธ์ของอยุธยาที่เน้นการกวาดต้อนผู้คนจากเมืองต่างๆ เพื่อมาใช้ในกองทัพ ในครั้งนี้ พม่าจึงเลือกที่จะแบ่งกองทัพเป็นสองทาง ทางแรก มุ่งเข้าตีเมืองตาก ระแหง กำแพงเพชร สวรรคโลก สุโขทัย และพิษณุโลกตามลำดับ ตีเมืองละเลง พิชัยธานี นครสวรรค์ และอ่างทอง ส่วนอีกทาง มาทางฝ่ายใต้ ยกมาจากทวายมา สามารถตีเมืองเพชรบุรีได้ – ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ไทรโยค สวานโปง และซาแลง

ซึ่งกองทัพทั้ง 2 ทางต่างมุ่งหน้าต่อไปยังกรุงศรีอยุธยา

โดยหลักการณ์ที่กองทัพทั้งสองของพม่าใช้ในการปราบปรามหัวเมือง คือ “หากเมืองใดต่อสู้ก็จะปล้นสะดมริบทรัพย์จับเชลย เป็นการลงโทษเมื่อตีเมืองได้ เมืองใดยอมอ่อนน้อมแต่โดยดีก็เพียงแต่กะเกณฑ์ผู้คนเสบียงอาหารใช้ในกองทัพ โดยไม่ลงโทษ” ดังนั้น หลายเมืองอย่างเช่น เมืองระแหง เมืองกำแพงเพชร เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี เมืองสุพรรณบุรี และเมืองไทรโยค ก็ต่างสมยอมให้กองทัพพม่าผ่านเมือง โดยยอมถึงการกะเกณฑ์กำลังไพร่พลให้ใช้ในกองทัพพม่าอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อกองทัพพม่าทั้ง 2 ทาง เมื่อเคลื่อนทัพถึงชานเมืองอยุธยาจึงกลายเป็นกองทัพขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยไพร่พลจากหัวเมืองต่างๆ ที่สมทบเข้าร่วมมหาสงครามที่พร้อมเข้าบดขยี้อยุธยา

ในเรื่องเล่าแทรกระหว่างการยาตราทัพของพม่า มีความพยายามเล็กๆ ที่กินใจนักประวัติศาสตร์ชาตินิยมอย่าง เรื่องของหมู่บ้านบางระจัน ที่เมืองสิงห์บุรี ที่ชาวบ้านบางระจันได้ต่อสู้กับกองทัพพม่าอย่างกล้าหาญ แม้จะยังถกเถียงว่า ชาวบ้านบางระจันนั้น สู้เพื่ออยุธยา หรือ สู้เพื่อตนเองกันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือ เราได้เห็นปัญหาสำคัญ คือ ทั้งสองฝ่ายมีความต้องการเหมือนกัน คือ ชาวบ้านบางระจันที่ต่อสู้กับพม่าก็รอปืนใหญ่และความช่วยเหลือจากอยุธยา ส่วนอยุธยาก็คาดหวังไพร่จากหัวเมืองต่างๆที่จะเข้ามาสมทบเพื่อรับมือกับพม่า และทั้งสองก็ไม่ได้สิ่งที่ตนคาดหวัง นั่นอาจตีความได้ว่า โครงสร้างทางอำนาจและโครงสร้างทางการเมืองของรัฐอาณาจักรอยุธยาน่าจะมีความสัมพันธ์ที่หละหลวมจนทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้ดีกว่าที่เป็นอยู่

ส่วนทางอีกด้าน คือ การรบที่ปราจีนบุรี เป็นการรบของกองทัพอาสาภายใต้การนำของกรมหมื่นเทพพิพิธ ซึ่งเป็นเชษฐาของกษัตริย์อยุธยา มีจุดประสงค์เพื่อช่วยกรุงศรีอยุธยามิให้เสียแก่พม่า ระหว่างสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง โดยตั้งกองทัพไว้ที่ปราจีนบุรี แต่ยังไม่ทันจะออกปฏิบัติการ กองทัพพม่าก็ชิงโจมตีก่อนจนกองทัพอาสาสลายตัวไป ซึ่งก็นับว่าไม่ต่างจากเรื่องแรกที่ปัญหาของโครงสร้างทางการเมืองอยุธยายังมีให้เห็นเด่นชัดพอกัน

และเมื่อกองทัพพม่าสามารถบุกยึดเมืองอยุธยาสำเร็จ พอที่สำคัญก็ คือ สภาพทางการเมืองของอาณาจักรอยุธยา กลายเป็นสภาพจลาจล หาได้มีศูนย์อำนาจเหมือนในการเสียกรุงครั้งแรก เพราะในครั้งนี้ พม่าก็ทำเหมือนครั้งก่อน คือ กวาดต้อนผู้คน พลเมืองอยุธยา พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ แต่ต่างตรงที่ ในครั้งแรกพม่ายังตั้งให้อยุธยามีกษัตริย์ในฐานะประเทศราช แต่ครั้งที่ 2 พม่ายกกองทัพและเผาเมืองอยุธยาอย่างราบคาบและกวาดต้อนผู้คนจนกระทั่งอยุธยาแทบจะเป็นเมืองร้าง ซึ่งทำให้ในที่สุด เมื่ออยุธยาซึ่งก่อนเสียกรุงก็แทบไร้อำนาจทางการเมืองต่อเมืองต่างๆ อยู่แล้ว และเมื่อแพ้สงคราม สภาพโดยทั่วไปของเมืองต่างๆ ในดินแดนลุ่มน้ำเจ้าพระยากลายเป็นก๊ก เหล่าต่างๆ ที่ไม่มีศูนย์อำนาจ

กรมหมื่นเทพพิพิธที่เคยมีฐานอำนาจแถบปราจีนบุรีก็พยายามสถาปนาอำนาจ เพราะคิดว่ายังมีศักดิ์และสิทธิในฐานะของโอรสของพระเจ้าอยู่หัวพระบรมโกศ แต่ในที่สุด ก็พ่ายแพ้ ก๊กของพระเจ้าตาก ที่ต่อมาได้รับการสถปนาเป็นพระเจ้ากรุงธนบุรี

กล่าวโดยสรุป คือ ถ้าเราพิจารณาเปรียบเทียบการเสียกรุงทั้ง 2 ครั้งแบบที่แบบเรียนทุกเล่มพยายามอธิบาย โดยพยายามอ้างเหตุผล เรื่องของความสามารถตัวบุคคลว่า อ่อนแอ ไม่เป็นผู้นำ ไร้ความสามารถ แล้วล่ะก็ วิธีคิดของเรื่องการแก้ไขในทางสังคมการเมืองแบบไทยก็จะพยายามสรรหาคนเก่ง คนดี คนมีความสามารถเข้าสู่การเมือง โดยไม่ได้พิจารณาเงื่อนไขโครงสร้างทางสังคมการเมือง ประวัติศาสตร์ที่มีความซับซ้อนได้เลย

การพิจารณาถึงเรื่องการเสียกรุงศรีอยุธยาในแง่ของการทำความเข้าใจเรื่องโครงสร้างอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางอำนาจ และจารีตของสงคราม เราก็คงจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจได้ว่า สังคมการเมืองมันมีความซับซ้อนมากกว่าการหา คนดี คนเก่งในสังคมแต่อย่างเดียว

Credit by http://kokoyadi.com/2011/01/ayuthyaburmawar01/

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s